ดูด่วน! ใครกิน พาราเซตามอลแก้ปวดหัวมากเกินไปโดยเฉพาะไมเกรนอาจตายทั้งเป็นแบบนี้??



ใครยังทานยาพาราเซตามอล ครั้งละ 2 เม็ด อ่านทางนี้! อันตรายจากการใช้ยาพาราเซตามอลเกินขนาดอันตรายถึงชีวิต
คุณเอ อายุ 20 ปี ป่วยเป็นไข้มา 7 วัน ทานยาลดไข้พาราเซตามอลครั้งละ 2 เม็ด ทุก 4 ชั่วโมง ทุกวัน ติดต่อกันมาตลอดทั้ง 7 วัน เมื่อมารับการรักษาที่โรงพยาบาลพบว่า คุณเอมีภาวะตับอักเสบจากการรับประทานยาพาราเซตามอลที่เกินขนาด ติดต่อกันเป็นเวลานาน อันเป็นภาวะแทรกซ้อนที่เกิดขึ้นจากความรู้เท่าไม่ถึงการณ์ ซึ่งเราสามารถป้องกันได้จากการทำความเข้าใจเรื่องการใช้ยาพาราเซตามอล ดังนี้ค่ะ
การใช้ยาพาราเซตามอลที่เกินขนาดอาจเกิดอันตรายอย่างไร?
ยา พาราเซตามอลปกติเป็นยาที่มีผลข้างเคียงน้อย หากใช้อย่างถูกต้องและเหมาะสม ปัจจุบันเราใช้ยาพาราเซตามอลกันอย่างแพร่หลายทั้งในเด็กและผู้ใหญ่ บางครั้งรับประทานกันมากเกินขนาด ก็อาจเป็นอันตรายได้ ดังเช่นในข่าวทานพาราเซตามอลทั้งประปุกเพื่อการฆ่าตัวตาย ซึ่งบางรายก็แค่ต้องการเรียกร้องความสนใจ นึกว่ายาพาราเซตามอลเป็นยาสามัญประจำบ้าน ไม่ได้มีอันตรายอะไรมาก แต่จริงๆ แล้วการทานยาพาราเซตามอลที่เกินขนาดสามารถทำให้ตับเสียการทำงานหรือตับวาย ได้ ซึ่งหากได้รับยาต้านพิษไม่ทันเวลาก็จะทำให้เสียชิวิตได้นะคะ
ยาพารากินกี่เม็ด และระยะเวลาการใช้ยาที่เหมาะสมเท่ากับเท่าไร?
ขนาด ยาพาราเซตามอลที่เหมาะสมสำหรับเด็ก คือ 10-15 มิลลิกรัมของยา ต่อน้ำหนักตัวของเด็กหนึ่งกิโลกรัม ใช้ได้ทุก 4-6 ชั่วโมงเวลามีไข้ แต่วันหนึ่งไม่ควรเกิน 5 ครั้ง และไม่ควรทานติดต่อกันเกิน 3-5 วัน ขนาด ยาพาราเซตามอลที่เหมาะสมสำหรับผู้ใหญ่ มีข้อแนะนำว่า ไม่ควรรับประทานเกิน 4,000 มิลลิกรัมต่อวัน ซึ่งยาพาราเซตามอล 1 เม็ด เท่ากับ 500 มิลลิกรัม ดังนั้นใน 1 วัน ไม่ควรทานเกิน 8 เม็ด
ในปัจจุบัน คณะอนุกรรมการส่งเสริมการใช้ยาอย่างสมเหตุผล ประเทศไทย กำหนดให้แพทย์สั่งจ่ายยาพาราเซตามอลกับผู้ป่วยเพศหญิง จำนวน 1 เม็ด รับประทานมากที่สุดทุก 6 ชั่วโมง ส่วนผู้ป่วยชายให้พิจารณาเป็นกรณีไป เนื่องจากผู้ป่วยชายบางคนที่ดื่มแอลกอฮอล์เป็นประจำอาจมีโรคตับอักเสบจาก แอลกอฮอล์อยู่แล้ว จึงสามารถทานยาได้ในปริมาณที่น้อยกว่า และคณะอนุกรรมการยังให้เขียนกำกับบนฉลากยาด้วยว่า ?ห้ามใช้ยาพาราเซตามอลเกินวันละ 8 เม็ด เพราะเป็นพิษต่อตับ?
ดังนั้น ที่เราเคยเห็นข้างขวดยาพาราเซตามอลระบุไว้ว่า รับประทานได้ครั้งละ 2 เม็ด ทุก 4 ถึง 6 ชั่วโมง ก็จัดว่าเป็นการใช้ยาที่มีโอกาสเกินขนาด และเป็นอันตรายต่อตับได้
ข้อควรระวังอื่นๆ ในการใช้ยาพาราเซตามอลคืออะไร?
ควร ระวังการทานยาพาราเซตามอลร่วมกับเครื่องดื่มที่ผสมแอลกอฮอล์ เช่น เหล้า เบียร์ ไวน์ เพราะแอลกอฮอล์เองเป็นสารที่เราทราบกันดีอยู่แล้วว่าหากได้รับในปริมาณมาก หรือต่อเนื่องกันนานๆ ก็ทำให้เกิดภาวะตับแข็ง ตับวายได้ หากไปดื่มร่วมกับทานพาราเซตามอลยิ่งจะเพิ่มความเสี่ยงในการเกิดภาวะตับ อักเสบ จนตับวาย ได้เร็วและง่ายดายยิ่งขึ้นยิ่งขึ้น ดังนั้นนักดื่มทั้งหลายระวังกันให้ดีค่ะ
สุดท้ายนี้หมอขอย้ำว่าสมาชิกทุกคนในครอบครัวทั้งเด็กและผู้ใหญ่ไม่ควรทานยาพาราเซตามอลมากกว่าครั้งละ 1 เม็ด และไม่ควรทานติดต่อกันเกิน 5 วัน หากมีอาการไข้ติดต่อกันนานเกินกว่านั้น ควรไปพบคุณหมอเพื่อหาสาเหตุของไข้นะคะ
ไมเกรนเป็นโรคปวดหัวชนิดหนึ่งที่พบบ่อยมาก และที่เป็นปัญหาในประเทศไทยคือ หลายคนเรียกโรคนี้ว่าปวดหัวข้างเดียว ทำให้เกิดการเหมาไปว่าหากปวดหัวข้างเดียวแปลว่าเป็นไมเกรน ทั้งที่ความจริงแล้วปวดหัวข้างเดียวส่วนใหญ่เกิดจากการปวดกล้ามเนื้อหรืออวัยวะที่อยู่รอบๆศีรษะ

ยาในกลุ่ม Ergot ซึ่งใช้รักษาไมเกรนที่กินยาแก้ปวดชนิดอื่นไม่หาย เป็นยาที่รักษาไมเกรนได้ แต่ก็มีผลข้างเคียงที่ต้องระวังคือ มันมีฤทธิ์หดหลอดเลือดได้ ดังนั้นในกรณีได้ยามากเกินไปหรือยาออกฤทธิ์มากเกินไป ก็จะเกิดผลข้างเคียงรุนแรงได้ เช่น แขนขาขาดเลือดจนต้องตัดทิ้ง หรือ เส้นเลือดสมองตีบ

โดยยาที่มีผลเสริมฤทธิ์ของยากลุ่ม Ergot ก็ได้แก่
1. Protease inhibitor เป็นยาต้านไวรัสเอชไอวี
2. ยากลุ่มฆ่าเชื้อราชนิดรับประทาน
3. ยาฆ่าเชื้อในกลุ่ม Macrolide เช่น Clarithromycin
4. น้ำGrapefruit (ซึ่งทำให้อาจจะต้องระวังน้ำส้มโอไปด้วย)
5. ยาต้านอาการซึมเศร้าบางชนิด เช่นfluoxetine (บางตัวอยู่ในยากลุ่มที่ใช้ลดความอ้วน)

ปัญหามักจะไม่เกิดในโรงพยาบาลที่มีระบบสั่งจ่ายยาที่เข้มงวด เพราะว่าพอแพทย์สั่งยาไปแล้วเภสัชตรวจย้อนกลับไปว่ามีการสั่งยาErgotแก้ปวดไมเกรนก่อนหน้านั้น ก็จะระงับการสั่งจ่ายยาแล้วให้แพทย์พิจารณายาใหม่

แต่สำหรับบางกรณีที่มีการเก็บยาเอาไว้กินเองโดยไม่ได้แจ้ง หรือปวดหัวแล้วไปซื้อยามาเก็บไว้กินเอง ก็มีความเสี่ยงที่จะได้ยาใน5กลุ่มข้างบนไปแล้วกินไปพร้อมกันจนเกิดผลข้างเคียงได้
บางรายถูกตัดแขนขา
บางรายเป็นอัมพาต






ดังนั้น
หากปวดหัว ไม่ควรซื้อยาไมเกรนมากินเอง
หากป่วยไม่สบายไปรักษา โปรดแจ้งเภสัชและแพทย์เสมอว่ากินยาอะไรอยู่

เพื่อไม่ให้เกิดผลข้างเคียงที่น่ากลัวจนถึงชีวิตนี้ได้
ที่มา : เพจหมอชาวบ้าน

No comments

Powered by Blogger.